Freedom of expression and belief is a basic human right, not a crime.
  • แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

    0
    scissors


    คัดค้านการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพและการใช้ความรุนแรงทำร้ายสื่อมวลชน

    หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒

    ภาย หลังที่รัฐบาลใช้กำลังทหารสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และได้ใช้อำนาจรัฐในการสั่งปิดสถานีวิทยุขนาดเล็กหลายแห่งในภูมิภาค สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม รวมถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการ แสดงความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นและผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายออกไปไม่สิ้นสุด อีกทั้งการปิดกั้นช่องทางการสื่อสารยิ่งเป็นการผลักดันให้ผู้เห็นต่างทางการ เมืองต้องต่อสู้ในวิถีทางใต้ดิน

    การ ที่รัฐตรวจค้น จับกุม ยึดเครื่องมือสื่อสาร ปิดสถานีวิทยุชุมชนด้วยข้ออ้างว่าไม่มีใบอนุญาตนั้นเป็นสิ่งที่ขัดต่อนโยบาย ของรัฐ เนื่องจากมติ ครม. ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ และ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ได้ผ่อนผันให้วิทยุขนาดเล็กในท้องถิ่นเหล่านี้ดำเนินการได้ชั่วคราวจนกว่าจะ มีกระบวนการให้ใบอนุญาต และขณะนี้อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ซึ่งทำงานร่วมกับคณะ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตชั่วคราวตามพระราชบัญญัติการ ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องเพราะในระยะหลายปีที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดผลักดันให้มีการออกใบอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ทุกอย่างจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศตลอดมา

    ดัง นั้น การสั่งการให้ปิดสถานีวิทยุขนาดเล็กในท้องถิ่นบางแห่งด้วยเหตุผลทางการเมือง ของรัฐ นอกจากจะขัดกับหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารแล้วยังเข้าข่ายการ เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการมุ่งดำเนินคดีกับเครือข่ายวิทยุที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ย่อมนำไปสู่แรงต้านที่มากขึ้น  ทั้งนี้การสร้างความสมานฉันท์ในสังคม รัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มได้ใช้สิทธิเสรีภาพใน การแสดงออกอย่างเสมอภาคกัน

    คปส. เห็นว่าปัจจุบัน แนวโน้มการใช้อำนาจคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมืองกำลังไต่ระดับความรุนแรงมาก ยิ่งขึ้น ตั้งแต่การปิดกั้นช่องทางการสื่อสาร การข่มขู่คุกคาม ให้ร้าย จนกระทั่งการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังเช่นกรณีการลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งในฐานะเจ้าของกิจการสื่อมวลชนและหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย  ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดว่าการคุกคามได้ยกระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากทุก ฝ่าย ทั้งด้วยการใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจนอกวิถีประชาธิปไตย  ซึ่งล้วนเป็นวิธีการใช้อำนาจที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและกระทบต่อ ความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น

    คปส. จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังนี้

    ๑. ขอให้รัฐบาลยุติมาตรการใด ๆ ก็ตามที่เป็นการปิดกั้นสื่อ โดยเฉพาะวิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของประชาชนทุกกลุ่ม  ในขณะเดียวกันรัฐควรสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มได้มีโอกาสใช้สื่อของรัฐ เพื่อถกเถียง แลกเปลี่ยนเพื่อแสวงหาจุดร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

    ๒. ขอให้อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ได้ทำหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนด และใช้อำนาจ กำกับดูแลวิทยุชุมชนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

    ๓. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงกับสื่อมวลชน  และประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง  ขณะเดียวกันขอให้ทุกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้นต่อกันและกันให้มากขึ้นในภาวะที่ สังคมไทยอ่อนแออย่างมากในปัจจุบัน

    ๔. ขอให้สื่อสารมวลชนทุกแขนง รวมทั้ง วิทยุชุมชน และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เปิดพื้นที่ในการสื่อสารเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่หลากหลาย ร่วมกันลดอคติ ยุติการสร้างความเกลียดชัง  และส่งเสริมแนวทางการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยวิถีทางประชาธิปไตยและสันติวิธี

    ด้วยความสมานฉันท์

    คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

    ๒๑ เมษายน ๒๕๕๒
    Tags: ,

Leave a Reply