Supinya.com

Freedom of expression and belief is a basic human right, not a crime.
  • scissors

    เรารักอินเทอร์เน็ต เพราะอินเทอร์เน็ตสอนให้เรารักความคิดอื่นๆ


    เมื่อวานนี้ (11 ก.ค. 52) มีวงคุยไปกินไป #2 ของเครือข่ายพลเมืองเน็ตว่าด้วยคำถามนำเรื่องอินเทอร์เน็ตคือโลกหรือไม่ แถวถนนพระอาทิตย์

    ผู้เขียนไปร่วมงานสายพอควร เขาเริ่มคุยกันไปสักพักใหญ่แล้ว  แต่ก็พอตามประเด็นทัน  ว่าด้วยเรื่องอินเทอร์เน็ตคืออะไรกันแน่ สื่อ หรือ โลก

    รวมถึงปัญหาแวดล้อมที่กระทบชีวิต สิทธิ ผู้ใช้ ‘อินเทอร์เน็ต’ คำตอบจากวงคุยก็มีหลากหลาย ต่างกันไป และบางส่วนก็ค้างคาอยู่ในสายลม หรือบางอย่างก็อาจไม่มีคำตอบหรือไม่ต้องการคำตอบ  ความรู้สึกรวบยอดที่ผู้เขียนได้รับจากเวทีนี้คือความรู้สึกของคนเข้าร่วมที่ว่า

    1. เรารักอินเทอร์เน็ต

    2. เราจะสู้เพื่ออินเทอร์เน็ต

    3. ขาดอินเทอร์เน็ตเหมือนกับขาดใจ

    4. ตัวตนในอินเทอร์เน็ต คือ ตัวตนที่มีความหมาย ถ้าหายไป ก็เหมือนชีวิตจะหายไปด้วย

    ดังนั้น Love me love my online identity!

    5.ฉันรักอินเทอร์เน็ต เพราะอินเทอร์เน็ต สอนให้ฉันรักประชาชน(ที่คิดแตกต่างหรือคิดแปลกๆเพราะฉันได้เรียนรู้และยอมรับมากขึ้น)


    สำหรับผู้เขียนอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อในทางเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ก็เป็นโลกได้ด้วยในความเป็นมนุษย์

    จะเป็นโลกของผู้เขียนด้วยหรือไม่ ผู้เขียนกำลังเรียนรู้และประเมินอยู่ เพราะโลกของผู้เขียนนอกจากโลกในความหมายคือ Earth ซึ่งเป็นสิ่งที่โอบอุ้มชีวิตผู้เขียนอยู่นี้ ผู้เขียนก็มีโลกนั่นโลกนี้ เยอะแยะมากมายไปหมด โดยเฉพาะ โลกส่วนตัว :)

    งานคุยครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวลีจากทฤษฎีการสื่อสาร  We cannot not communicate. (เราไม่สามารถที่จะไม่สื่อสารได้เลย) แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเกิดมาก็ต้องสื่อสารตั้งแต่แหกปากร้องเสียงดัง ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ไม่เคยหยุดที่จะสื่อสารอีกเลย ไม่ว่า เราจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม เราไม่สามารถที่จะหยุดสื่อสารกับมนุษย์คนอื่น หรือสิ่งรอบตัวได้  แม้กระทั่งความรู้สึกของเราเอง

    ความเงียบก็คือการสื่อสารอย่างหนึ่ง

    การแสดงออกทาง สีหน้าแววตา ก็เป็นการแสดงออกโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

    ดังนั้น  We cannot not communicate. (จากทฤษฎีการสื่อสาร One cannot not communicate http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Watzlawick )

    ในฐานะสื่อ อินเทอร์เน็ตก็คือพื้นที่ใหม่ๆ เปิดกว้างให้มนุษย์ได้ทำการสื่อสารอย่างเต็มที่ กว้างขวาง สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    และสามารถกระทำได้ด้วยตัวเองเพื่อให้สื่อสารไปยังคนหมู่มากคือเป็น Active communicator ไม่ใช่เป็นแค่ Passive audience เหมือนเวลาที่เรานั่งดูโทรทัศน์หรือสื่อ traditional อื่นๆ Web 2.0 และการมี สายใยสังคมผ่านเว็บ ( social network) ที่ง่าย สะดวกขึ้น ยิ่งกระตุ้น ส่งเสริมให้มนุษย์สื่อสารกันได้มากขึ้น

    คนที่เงียบงันในชีวิตออฟไลน์ ในพื้นที่ออนไลน์ก็อาจเป็นคนที่ช่างจำนรรจา พูดตลอดเวลาไม่หยุดก็เป็นได้ การสื่อสาร เป็น ธรรมชาติ ขั้นปรกติพื้นฐานของมนุษย์ ถ้ามองอีกมุมว่าเป็นกิเลสด้วยก็ไม่ผิดนัก ถ้าเราอยากคุมกิเลสไม่ให้การสื่อสารแสดงออกของเราสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองและผู้อื่นเราก็ต้องระวังในศีลข้อสี่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเราอยากให้ศักยภาพการสื่อสารทั้งหมดในฐานะความเป็นมนุษย์ได้แสดงออกไปเราก็สามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เล็กๆ ส่วนตัว หรือพื้นที่กว้างใหญ่ในโลกไซเบอร์เช่นอินเทอร์เน็ต  มันคือพื้นที่สาธารณะที่ให้มนุษย์ทำการสื่อสาร กับตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งสื่อสารกับสังคมไร้อย่างไร้ขีดจำกัดมากกว่าที่ผ่านมา แต่มันก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ใครที่คิดว่าอินเทอร์เน็ตมันไม่ควรถูกกำกับดูแล (regulated) อันนี้ขัดกับข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เพราะอินเทอร์เน็ตอิงกับเทคโนโลยี มันถูก regulated ตั้งแต่ต้นทางที่เราเริ่มเสียบปลั๊กเพื่อออนไลน์ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมแล้ว  โจทย์ของเราก็คือการต้องวิ่งตามคอยดูแลการกำกับดูแลนั้นให้มันเป็นการกำกับดูแลโดยแท้ไม่ใช่การควบคุมหรือสอดส่องอย่างที่จะละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจนเกินไป

    วงคุยเมื่อวานก็แตะกันหลายประเด็น เราอยู่ในโลกที่มีข้อจำกัดท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีโอกาส แต่เราก็มีอุปสรรคนานัปการ

    สุดท้าย เทคโนโลยีการสื่อสาร ก็จะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวมใช่หรือไม่  ถ้ากระจุกตัวในการใช้เพียงคนกลุ่มหนึ่ง และ ไม่ได้นำไปสู่การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างที่ควรจะเป็น หรือไม่ได้ไปถึงขั้นการเป็นพื้นที่เพื่อสร้างสายใย ระหว่างคนในสังคม เพื่อลดช่องว่าง ซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นโจทย์สำหรับทิศทางสื่อในอนาคตที่ต้องตอบ

    อินเทอร์เน็ตก็เป็นโลกด้วย สำหรับคนหรือชุมชน ที่คิดว่า อินเทอร์เน็ตคือโลกของเขา  อะไรคือโลก โลกก็คือ สิ่งที่โอบล้อมชีวิตเราให้ดำรงอยู่ได้ตามวัฏจักร ถ้าชีวิตผู้ใดผูกพันกับอินเทอร์เน็ตมาก อินเทอร์เน็ตก็คงคือโลกทั้งใบหรือเกือบทั้งใบของคนๆนั้น เช่นเดียวกับบางคนที่มีโลกทั้งใบ กับ ธรรมชาติ สวน ต้นไม้ใบหญ้า และ สิ่งที่เขารักผูกพัน สิ่งนั้นก็เป็นโลกของเขา เรากำหนดโลกของเราขึ้นมาตามแรงโน้มถ่วงที่นำพาชีวิตเราเข้าไปผูกพันกับสิ่งนั้น   อินเทอร์เน็ต เป็นทั้งสื่อหรือพื้นที่สาธารณะในสังคม ที่มีสภาพเป็นสายใยแมงมุมจริงๆ ตามปรัชญาของการสื่อสารมวลชน (Web of human society) เพราะเทคโนโลยีมันช่วยเชื่อมเราให้ถึงกันหมดอย่างมีประสิทธิภาพกว่าสื่ออื่นๆ

    ในขณะเดียวกัน อินเทอร์เน็ต ก็เป็นทั้งโลกที่อบอุ่น ผจญภัย สนุกสนาน ลึกลับ ซาบซึ้ง ฯลฯ ของคนแต่ละคน รัฐในฐานะที่เป็นรัฐก็พยายามที่จะเข้ามากำกับดูแล อินเทอร์เน็ต ทั้งในฐานะที่เป็นสื่อใหม่ และ ในฐานะที่เป็นโลกของพลเมือง ความลงตัวจะอยู่ตรงไหนมันก็เป็นการชักกะเย่อกันระหว่าง พละกำลังของรัฐและพลเมือง เพราะ ทั้งนี้ทั้งนั้น อินเทอร์เน็ต คือสิ่งที่ทำให้ธรรมชาติลึกสุดของมนุษย์ คือการแสดงออก ได้สื่อสารออกมา เต็มที่มากขึ้นได้คุยกันมากขึ้น ในหลายเรื่อง ในทุกๆเรื่อง ไม่มีเรื่องอะไรถูกห้ามสื่อสารได้

    เพราะเมื่อเรา connect เข้าสู้อินเทอร์เน็ตแล้ว ต่อให้เราข่มใจสักแค่ไหน มันก็ยากจะปฏิเสธที่จะร่วมสื่อสาร ดังคำที่ว่า We cannot not communicate. โดยแท้จริง เพราะทำให้เราอยากจะสื่อสารกันตลอดเวลา แต่แน่นอนที่สุด ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเช่นนั้น กลุ่มคนที่ยังปฏิเสธ สงวนตัวไม่เข้าไปสู่พื้นที่และโลกของอินเทอร์เน็ตมากก็ยังมีจำนวนมาก แต่ทุกคนในโลกนี้ก็ยังต้องสื่อสารกันไม่ทางใดทางหนึ่งกันต่อไป ทางใดจะดีกว่ากันหรือไม่ หรือไม่ดีอย่างไร ไม่มีคำตอบสมบูรณ์แบบ

    ในทางปัจเจกอยู่ที่คำตอบของแต่ละคน ส่วนในทางสังคม ก็ต้องถกเถียงกันต่อไปว่า อยู่ที่เราหรืออยู่ที่ใครจะกำหนดความพอดีในการสื่อสาร

    ทั้งนี้ ความพอดีของสังคมมีไหม หรืออยู่ตรงไหนกัน? ใครตอบได้ช่วยตอบที

    (I just wrote about the informal discussion hosted by Thai Netizen Network on ‘Internet isn’t it your world?’ -  An English version shall be written later :))

    อันนี้เป็นการรรายงานข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์  “พลเมืองเน็ตถกปัญหาโลกออนไลน์ รับมืออนาคต”

    http://www.thairath.co.th/content/tech/18968

    Tags: , , ,