วิดีโอจากงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ
“จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020”
ท่านสามารถรับชมวิดีโองานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ
“จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020”
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้ตาม link นี้

Our first focus group on the future of Internet is about to take place this coming Saturday.
It’s internal discussion but we will publish the report later.
Please help us answer the survey, it will be very helpful for our research on media- next-decade!
Here’s the link to the survey..
http://thainetizen.org/node/654
You may follow the update at
http://netfuture.wordpress.com/
Tags: Internet, Liberty, Netizen
ท่านสามารถรับชมวิดีโองานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ
“จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020”
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้ตาม link นี้

โครงการจินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010 -2020
(Re-thinking Media Reform: Integrated Media Policy 2010-2020)
โดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย
ร่วมกับ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สนับสนุนโดย HEINRICH BOLL FOUNDATION (HBF)
จัดเวทีความรู้สาธารณะ (Public lecture)
ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ
(Media-next-Decade: Prospects, Pitfalls and Imagination)
วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.30 – 16.30 น.
ห้องประชุม สโมสรนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.30 – 9.45 น. ลงทะเบียน
9.45 – 10.00 น. กล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน แนะนำวิทยากร
10.00 – 11.00 น. บรรยาย และ ถามตอบ
“การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในทศวรรษหน้า: โอกาสและอุปสรรค”
โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
11.00 – 11.15 น. พัก 15 นาที
11.15 – 12.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ
“วารสารศาสตร์ และ สื่อสารมวลชน ในทศวรรษหน้า: ปัญหา ข้อท้าทาย และพันธกิจต่อสังคม”
โดย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ และ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย อ.พรรษาสิริ กุหลาบ
12.15 – 13.15 น. พักกลางวัน
13.15 – 14.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ
“จินตนาการสื่อภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า“
โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล
นัก วิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ (เจ้าของนามปากกาชัยคุปต์, เตคีออน, และวัฒนชัย) นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เจ้าของรางวัลนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2538
14.15 – 15.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ
“พัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต”
โดย ตฤณ ตัณฑเศรษฐี
อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), ประธานมูลนิธิ OpenCare
15.15 – 15.30 น. พัก 15 นาที
15.30 – 16.30 น. บรรยาย และ ถามตอบ
“สื่อและรูปแบบทางสังคม (Social Model) ในทศวรรษหน้า: มุมมองจากผู้ด้อยโอกาส”
โดย ต่อพงษ์ เสลานนท์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์
*สอบถาม 08-91232296, 08-23392121, 02-6910574
* ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้ที่ www.thainetizen.org www.media4democrcay.com

May you follow live broadcast on the seminar on Cyber-crime laws & digital rights
hosted by Thai Netizen Network
Monday July 27, 2009
9.30 AM - 5 PM
เวทีสัมมนา
“กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์:
มุมมองจากสากลและหลักปฏิบัติ”
จัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต Thai Netizen Network
สนับสนุนโดย Media Legal Defence Initiative (MLDI)
Electronic Frontier Foundation (EFF)
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2552
ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม ห้องโมเน่ต์ – พิซซาโร่ ชั้น 4
09.00 - 11.00 น. บรรยาย “กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์: มุมมองจากสากลและหลักปฏิบัติ”
“ภาพรวมกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์จากทั่วโลก”
โดย Eddan Katz ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการต่างประเทศ Electronic Frontier Foundation (EFF)
11.00 - 11.30 น. พัก
11.30 - 12.30 น. ถามตอบ ดำเนินโดย สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต
12.30 - 13.30 น. อาหารกลางวัน
13.30 - 15.00 น. อภิปราย “เสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก: ก้าวหน้าหรือถดถอย” ร่วมอภิปรายโดย
Danny O’Brien ผู้ประสานงานนานาชาติ Electronic Frontier Foundation (EFF)
15.00 - 16.30 น. อภิปราย ดำเนินโดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ที่ปรึกษาฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ SIU
16.35 น. แถลงข่าว “ข้อเสนอเรื่อง พรบ.คอมฯ และ สิทธิเสรีภาพ พลเมืองเน็ต” โดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต
Thai Netizen Network with a contribution from Media Legal Defense Initiative (MLDI) and Electronic Frontier Foundation (EFF) would like to invite you to a seminar on
Cyber-Crime laws: Global perspectives and Legal practice
Monday 27 July 2009 at Monet & Pissarro room, 4th floor, Novotel Hotel, Siam Square, Bangkok [map]
09.00 – 11.00 Public lecture “Cyber-crime laws: Global perspective and Thai’s legal practice.”
11.00 - 11.30 Break
11.30 - 12.30 Q&A, discussed and moderated by Supinya Klangnarong, Thai Netizen Network
12.30 - 13.30 Lunch
13.30 – 15.00 Panel discussion “Internet freedom worldwide: moving forward or backward?”
15.00 - 16.30 Discussion, moderated by Isriya Paireepairit, Siam Intelligence Unit
16.35 Press conference on the proposal for Computer-related Crime Act 2007 by Thai Netizen Network committee
–
We stand for cyber-liberty!

เมื่อวานนี้ (11 ก.ค. 52) มีวงคุยไปกินไป #2 ของเครือข่ายพลเมืองเน็ตว่าด้วยคำถามนำเรื่องอินเทอร์เน็ตคือโลกหรือไม่ แถวถนนพระอาทิตย์
ผู้เขียนไปร่วมงานสายพอควร เขาเริ่มคุยกันไปสักพักใหญ่แล้ว แต่ก็พอตามประเด็นทัน ว่าด้วยเรื่องอินเทอร์เน็ตคืออะไรกันแน่ สื่อ หรือ โลก
รวมถึงปัญหาแวดล้อมที่กระทบชีวิต สิทธิ ผู้ใช้ ‘อินเทอร์เน็ต’ คำตอบจากวงคุยก็มีหลากหลาย ต่างกันไป และบางส่วนก็ค้างคาอยู่ในสายลม หรือบางอย่างก็อาจไม่มีคำตอบหรือไม่ต้องการคำตอบ ความรู้สึกรวบยอดที่ผู้เขียนได้รับจากเวทีนี้คือความรู้สึกของคนเข้าร่วมที่ว่า
1. เรารักอินเทอร์เน็ต
2. เราจะสู้เพื่ออินเทอร์เน็ต
3. ขาดอินเทอร์เน็ตเหมือนกับขาดใจ
4. ตัวตนในอินเทอร์เน็ต คือ ตัวตนที่มีความหมาย ถ้าหายไป ก็เหมือนชีวิตจะหายไปด้วย
ดังนั้น Love me love my online identity!
5.ฉันรักอินเทอร์เน็ต เพราะอินเทอร์เน็ต สอนให้ฉันรักประชาชน(ที่คิดแตกต่างหรือคิดแปลกๆเพราะฉันได้เรียนรู้และยอมรับมากขึ้น)
สำหรับผู้เขียนอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อในทางเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ก็เป็นโลกได้ด้วยในความเป็นมนุษย์
จะเป็นโลกของผู้เขียนด้วยหรือไม่ ผู้เขียนกำลังเรียนรู้และประเมินอยู่ เพราะโลกของผู้เขียนนอกจากโลกในความหมายคือ Earth ซึ่งเป็นสิ่งที่โอบอุ้มชีวิตผู้เขียนอยู่นี้ ผู้เขียนก็มีโลกนั่นโลกนี้ เยอะแยะมากมายไปหมด โดยเฉพาะ โลกส่วนตัว ![]()
งานคุยครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวลีจากทฤษฎีการสื่อสาร We cannot not communicate. (เราไม่สามารถที่จะไม่สื่อสารได้เลย) แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเกิดมาก็ต้องสื่อสารตั้งแต่แหกปากร้องเสียงดัง ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ไม่เคยหยุดที่จะสื่อสารอีกเลย ไม่ว่า เราจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม เราไม่สามารถที่จะหยุดสื่อสารกับมนุษย์คนอื่น หรือสิ่งรอบตัวได้ แม้กระทั่งความรู้สึกของเราเอง
ความเงียบก็คือการสื่อสารอย่างหนึ่ง
การแสดงออกทาง สีหน้าแววตา ก็เป็นการแสดงออกโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว
ดังนั้น We cannot not communicate. (จากทฤษฎีการสื่อสาร One cannot not communicate http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Watzlawick )
ในฐานะสื่อ อินเทอร์เน็ตก็คือพื้นที่ใหม่ๆ เปิดกว้างให้มนุษย์ได้ทำการสื่อสารอย่างเต็มที่ กว้างขวาง สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
และสามารถกระทำได้ด้วยตัวเองเพื่อให้สื่อสารไปยังคนหมู่มากคือเป็น Active communicator ไม่ใช่เป็นแค่ Passive audience เหมือนเวลาที่เรานั่งดูโทรทัศน์หรือสื่อ traditional อื่นๆ Web 2.0 และการมี สายใยสังคมผ่านเว็บ ( social network) ที่ง่าย สะดวกขึ้น ยิ่งกระตุ้น ส่งเสริมให้มนุษย์สื่อสารกันได้มากขึ้น
คนที่เงียบงันในชีวิตออฟไลน์ ในพื้นที่ออนไลน์ก็อาจเป็นคนที่ช่างจำนรรจา พูดตลอดเวลาไม่หยุดก็เป็นได้ การสื่อสาร เป็น ธรรมชาติ ขั้นปรกติพื้นฐานของมนุษย์ ถ้ามองอีกมุมว่าเป็นกิเลสด้วยก็ไม่ผิดนัก ถ้าเราอยากคุมกิเลสไม่ให้การสื่อสารแสดงออกของเราสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองและผู้อื่นเราก็ต้องระวังในศีลข้อสี่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเราอยากให้ศักยภาพการสื่อสารทั้งหมดในฐานะความเป็นมนุษย์ได้แสดงออกไปเราก็สามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เล็กๆ ส่วนตัว หรือพื้นที่กว้างใหญ่ในโลกไซเบอร์เช่นอินเทอร์เน็ต มันคือพื้นที่สาธารณะที่ให้มนุษย์ทำการสื่อสาร กับตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งสื่อสารกับสังคมไร้อย่างไร้ขีดจำกัดมากกว่าที่ผ่านมา แต่มันก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ใครที่คิดว่าอินเทอร์เน็ตมันไม่ควรถูกกำกับดูแล (regulated) อันนี้ขัดกับข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เพราะอินเทอร์เน็ตอิงกับเทคโนโลยี มันถูก regulated ตั้งแต่ต้นทางที่เราเริ่มเสียบปลั๊กเพื่อออนไลน์ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมแล้ว โจทย์ของเราก็คือการต้องวิ่งตามคอยดูแลการกำกับดูแลนั้นให้มันเป็นการกำกับดูแลโดยแท้ไม่ใช่การควบคุมหรือสอดส่องอย่างที่จะละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจนเกินไป
วงคุยเมื่อวานก็แตะกันหลายประเด็น เราอยู่ในโลกที่มีข้อจำกัดท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีโอกาส แต่เราก็มีอุปสรรคนานัปการ
สุดท้าย เทคโนโลยีการสื่อสาร ก็จะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวมใช่หรือไม่ ถ้ากระจุกตัวในการใช้เพียงคนกลุ่มหนึ่ง และ ไม่ได้นำไปสู่การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างที่ควรจะเป็น หรือไม่ได้ไปถึงขั้นการเป็นพื้นที่เพื่อสร้างสายใย ระหว่างคนในสังคม เพื่อลดช่องว่าง ซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นโจทย์สำหรับทิศทางสื่อในอนาคตที่ต้องตอบ
อินเทอร์เน็ตก็เป็นโลกด้วย สำหรับคนหรือชุมชน ที่คิดว่า อินเทอร์เน็ตคือโลกของเขา อะไรคือโลก โลกก็คือ สิ่งที่โอบล้อมชีวิตเราให้ดำรงอยู่ได้ตามวัฏจักร ถ้าชีวิตผู้ใดผูกพันกับอินเทอร์เน็ตมาก อินเทอร์เน็ตก็คงคือโลกทั้งใบหรือเกือบทั้งใบของคนๆนั้น เช่นเดียวกับบางคนที่มีโลกทั้งใบ กับ ธรรมชาติ สวน ต้นไม้ใบหญ้า และ สิ่งที่เขารักผูกพัน สิ่งนั้นก็เป็นโลกของเขา เรากำหนดโลกของเราขึ้นมาตามแรงโน้มถ่วงที่นำพาชีวิตเราเข้าไปผูกพันกับสิ่งนั้น อินเทอร์เน็ต เป็นทั้งสื่อหรือพื้นที่สาธารณะในสังคม ที่มีสภาพเป็นสายใยแมงมุมจริงๆ ตามปรัชญาของการสื่อสารมวลชน (Web of human society) เพราะเทคโนโลยีมันช่วยเชื่อมเราให้ถึงกันหมดอย่างมีประสิทธิภาพกว่าสื่ออื่นๆ
ในขณะเดียวกัน อินเทอร์เน็ต ก็เป็นทั้งโลกที่อบอุ่น ผจญภัย สนุกสนาน ลึกลับ ซาบซึ้ง ฯลฯ ของคนแต่ละคน รัฐในฐานะที่เป็นรัฐก็พยายามที่จะเข้ามากำกับดูแล อินเทอร์เน็ต ทั้งในฐานะที่เป็นสื่อใหม่ และ ในฐานะที่เป็นโลกของพลเมือง ความลงตัวจะอยู่ตรงไหนมันก็เป็นการชักกะเย่อกันระหว่าง พละกำลังของรัฐและพลเมือง เพราะ ทั้งนี้ทั้งนั้น อินเทอร์เน็ต คือสิ่งที่ทำให้ธรรมชาติลึกสุดของมนุษย์ คือการแสดงออก ได้สื่อสารออกมา เต็มที่มากขึ้นได้คุยกันมากขึ้น ในหลายเรื่อง ในทุกๆเรื่อง ไม่มีเรื่องอะไรถูกห้ามสื่อสารได้
เพราะเมื่อเรา connect เข้าสู้อินเทอร์เน็ตแล้ว ต่อให้เราข่มใจสักแค่ไหน มันก็ยากจะปฏิเสธที่จะร่วมสื่อสาร ดังคำที่ว่า We cannot not communicate. โดยแท้จริง เพราะทำให้เราอยากจะสื่อสารกันตลอดเวลา แต่แน่นอนที่สุด ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเช่นนั้น กลุ่มคนที่ยังปฏิเสธ สงวนตัวไม่เข้าไปสู่พื้นที่และโลกของอินเทอร์เน็ตมากก็ยังมีจำนวนมาก แต่ทุกคนในโลกนี้ก็ยังต้องสื่อสารกันไม่ทางใดทางหนึ่งกันต่อไป ทางใดจะดีกว่ากันหรือไม่ หรือไม่ดีอย่างไร ไม่มีคำตอบสมบูรณ์แบบ
ในทางปัจเจกอยู่ที่คำตอบของแต่ละคน ส่วนในทางสังคม ก็ต้องถกเถียงกันต่อไปว่า อยู่ที่เราหรืออยู่ที่ใครจะกำหนดความพอดีในการสื่อสาร
ทั้งนี้ ความพอดีของสังคมมีไหม หรืออยู่ตรงไหนกัน? ใครตอบได้ช่วยตอบที
(I just wrote about the informal discussion hosted by Thai Netizen Network on ‘Internet isn’t it your world?’ - An English version shall be written later :))
อันนี้เป็นการรรายงานข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ “พลเมืองเน็ตถกปัญหาโลกออนไลน์ รับมืออนาคต”
http://www.thairath.co.th/content/tech/18968
Tags: communication, Internet, Media regulation, Social media/network
Is Internet causing you happy or unhappy?
Let’s share at “Internet isn’t it your world? http://thainetizen.org/node/596
Tags: Internet, Social media/network, Twitter
Article by VOA News
Internet, Satellite Communications Widen Political Debate in Thailand
Bangkok
08 July 2009
http://www.voanews.com/english/2009-07-08-voa18.cfm
Tags: Democracy, freedom, Internet, Liberty
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม นี้ ทางเครือข่ายพลเมืองเน็ตจะจัดกิจกรรม คุยไปกินไป #2
ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรื่อง “อินเทอร์เน็ตคือโลก” (หรือ โรค (ติดต่อ) กันนะ?)
ที่ตั้งหัวข้อเช่นนี้ เพราะ คุณอาท - อาทิตย์ หรือ ฉายา @bact ใน Twitter เจ้าของความคิดเป็นคนตั้งคำถามชวนให้คิดแบบสงสัย ว่าอินเทอร์เน็ตที่เรามักคุ้นหูว่าเป็น สื่อใหม่ (new media) แท้จริงแล้ว อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อ หรือเป็นส่วนขยายของโลกใบที่เราอยู่กันแน่ หรือจะเป็นโลกอีกใบ หรือ เป็นโลกที่ซ้อนทับกัน เหมือนความเป็นพลเมืองเน็ต ที่ ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์เคยเขียนบทความถึงพลเมืองในโลกอินเทอร์เน็ตว่า หลายครั้ง สภาวะ นิรนามก็ทำให้ พลเมืองในโลกที่ ออฟไลน์ กับโลกที่ออนไลน์นั้นแตกต่างกันในการแสดงตัวตน ความคิด และจุดยืน ดังคำที่เรียกว่า Double-life netizen
อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อใหม่ที่สร้างทางเลือกให้กับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกของพลเมืองขณะเดียวกันก็เป็นโลกส่วนขยายออกมาให้มนุษย์กับมนุษย์นั้นได้สื่อสารกันอย่างหลากหลายวิธีการ ง่ายดาย สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ราวกับเป็นสายใยของแมงมุมที่เชื่อมเราถึงกันหมด การคุยในพื้นที่อินเทอร์เน็ตบางครั้งก็เป็นพื้นที่สาธารณะ หลายครั้งก็เป็นการคุยในมุมส่วนตัวเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่ก็เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปรับรู้ได้ สิ่งนี้ทำให้อินเทอร์เน็ต ถูกจัดการยากในมุมมองของรัฐ แต่ท้ายที่สุดรัฐก็พยายามเข้ามาจัดการด้วยกระบวนทัศน์แบบเดิมๆอยู่ดี เพราะถือว่าเป็นการสื่อสารที่เป็นสาธารณะ กระทบหรือท้าทายต่อวิธีคิดที่สะสมมาโดยอำนาจรัฐ
ยกเว้นเราจะคุยกันในพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ เช่นบ้าน ในห้องนอน หรือ ในร้านกาแฟ เฉพาะเพื่อนที่เราสนิท อำนาจรัฐยังเอื้อมไปไม่ถึง แต่เมื่อไหร่ที่เราออนไลน์ อำนาจรัฐก็เอื้อมมือมาจัดการเราแม้กระทั่งเขียนและอ่านผ่านคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องนอนก็ตาม
การคุยเสียงดังในร้านอาหาร หรือ บนเวทีปราศรัย ในเรื่องที่ทำให้รัฐไม่พอใจก็คงเหมือนการคุยกันบนอินเทอร์เน็ตที่รัฐต้องสยายปีกแห่งอำนาจเข้ามาจัดการอย่างเข้มงวด ทั้งที่หลายครั้งมันไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ตและอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้
อย่างไรก็ดีพื้นที่การสื่อสารในสื่อ/โลกอินเทอร์เน็ตนี้ก็มีหลายด้านเสมอ ความล้นเกินของการใช้เสรีภาพที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นก็ก่อผลทางทำลายมากกว่าทางสร้างสรรค์ แต่ใครล่ะ จะเป็นคนกำหนดกติกาที่ดี เหมาะสม เป็นธรรมเพื่อที่จะดูแล พื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะในฐานะที่อินเทอร์เน็ต เป็นสื่อใหม่ หรือ เป็นโลกก็ตาม
ข้าพเจ้าเองก็เริ่ม ติดโรค/โลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดก็เพิ่งเรียนรู้การใช้ social media/network ใหม่ๆอย่าง Twitter ซึ่งกำลังอินเทรนด์ หลังจากที่ได้เปิด account ใน Facebook ไปนานหลายเดือนแล้ว รวมถึงการเขียน Blog ที่กำลังทำอยู่นี้
วันๆใช้เวลากับ คอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่าการได้ ส่งสายตา พูดคุย หรือ สัมผัสกับผู้คนจริงๆ
บางวันอาจจะอยู่กับคอมพิวเตอร์มากกว่าก็ได้ รู้สึกหลัง ไหล่ บ่าตึง ปวดตามากขึ้นเหมือนกัน ที่สำคัญรู้สึกว่า การได้สบตาจริงกับผู้คนนั้นใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมมาก การได้สลับออกไปเจอผู้คน และ นั่งคุยกันจริงๆในร้านกาแฟ สวนสาธารณะ ในวัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรมบ่อยๆ ช่วยถ่วงดุลยภาพชีวิตของข้าพเจ้าได้ดีขึ้น จึงพยายามทำเช่นนั้นบ่อยๆขึ้น
สุดท้ายคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ต แม้จะสามารถเติมเต็มหลายอย่างให้กับชีวิต จนแทบอาจไม่ต้องร้องหาอะไรอีก แต่คอมพิวเตอร์ ก็คือคอมพิวเตอร์ จะทำงาน หรือ เล่นด้วยกับสิ่งไม่มีชีวิต ที่บรรจุความมีชีวิตชีวาไว้เต็มเปี่ยมไร้พรหมแดนนี้ ก็คงไม่มีวันตอบสนองการสื่อสาร ขั้นลึกซึ้ง ที่มนุษย์ พึงจะมีเพื่อที่จะเข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างที่ควรจะเป็นได้ เพราะการสื่อสารที่ดี คือการ สบตา และ ฟังอย่างลึกซึ้ง รวมถึงรอยยิ้ม การโอบกอดสัมผัส ถ้าคนที่เราสื่อสารด้วยต้องการ ไม่ใช่ เพียงแค่รับได้จากรูป icon ต่างๆที่ส่งผ่านคอมพิวเตอร์ก็พอ
เพื่อที่เราจะบอกคนที่เราสื่อสารว่า เราอยู่ที่นี้เดี๋ยวนี้ ณ ปัจจุบันขณะที่เป็นเวลาประเสริฐสุดสำหรับมนุษย์ที่จะมีสติกับตัวเองได้ และได้รับกำลังใจ ลมหายใจเท่านั้นที่จะทำให้เรามีสติเช่นนี้ได้ และเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต คงไม่สามารถให้เราได้
การอยู่กับคอมพิวเตอร์ทำให้เวลาผ่านไปเร็วมาก จนหลายครั้งแทบจะไม่สนใจอย่างอื่น ข้อดีคือทำให้คุยโทรศัพท์น้อยลง ไม่ปวดหูมาก แต่เมื่อยแขนแทน ข้อเสียคือ เวลาสำหรับการพูดคุยอย่างลึกซึ้งกับมนุษย์ด้วยกัน นั้นน้อยลงไป
แม้จะรู้ทั้งรู้ แต่การจะตีตัวออกห่างจาก (โลก) อินเทอร์เน็ต ในเวลานี้ของข้าพเจ้า ย่อมไม่อาจเป็นไปได้เสียแล้ว มีแต่จะลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น คงไปเรื่อยๆ สักพัก จนกว่า ข้าพเจ้าจะค้นพบเองว่า สัดส่วน จังหวะ และ ปริมาณขนาดไหนที่จะเหมาะสมกับชีวิตของตนเอง
ในขณะเดียวกับเราก็ต้องทำความเข้าใจกับรัฐมากขึ้น ให้ตระหนักว่าการจะพยายามหยุดยั้งการสื่อสารของมนุษย์มันฝืนธรรมชาติ เสรีภาพคือสิ่งที่ธรรมชาติให้มนุษย์มาเพื่อที่จะ คิด ตั้งคำถาม ตัดสิน ทบทวน ด้วยวิจารณญาณของตัวเอง ส่วนกติกาที่จะอยู่ร่วมกันนั้นก็ต้องดูว่าหนทางที่จะสร้างดุลยภาพระหว่างการเคารพธรรมชาติของมนุษย์แต่ก็ส่งเสริมความรับผิดชอบและการใช้วิจารณญาณของพลเมืองน่าจะเป็นวิธีสร้างสรรค์สุดแล้วสำหรับสังคมมนุษย์โดยเฉพาะสังคมไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การเปิดกว้างและการปิดกั้น ต้องมีทางสายกลางของมัน ถ้าตึงเกินไป มันก็จะขาดในที่สุด หรือถ้าหย่อนเกินไปอย่างน้อยเราก็ค่อยๆดึงให้ตึงขึ้นได้ สุดท้าย ย่อมดีกว่าขาดไปเลย
เอาเป็นว่าตั้งใจจดจ่อที่จะไปคุยเรื่องนี้ในงานคุยไปกินไปกับ กัลยาณมิตร พลเมืองเน็ตทุกคนวันเสาร์ที่สิบเอ็ด ถ้าท่านใด สนใจงานนี้ โปรดติดตามรายละเอียดได้ที่ http://thainetizen.org/node/596
แล้วเจอกันค่ะ
อันนี้เป็น My Facebook และ Twitter
http://www.facebook.com/supinya
^-^
Tags: freedom, Internet, life&love, Netizen, Social media/network

This morning before dawn, I posted short messages on Twitter and Facebook to commemorate the day of revolution for Constitutional Democracy in Thailand on the occasion of June 24 , lot of netizen friends re-tweeted the messages on this matter continuously. The role of social media or social network has played more vitally in Thai society especially among the Net generation. I wonder if a number of Internet users are dramatically increased, how Thai Government will deal with the livelier community of social network in cyber world. The role of Twitter has shown a dramatic consequence in Iran uprising as we’ve seen. I was requested by netizen friends to change my location and time zone in my Twitter to Iran’s time in order to cause technical jam when Iranian government attempted to hunt the dissident netizens who mobilizing themselves from online to offline world.
Internet is not only the media or medium for human communication but in fact a different world to live and share.
What has been discussed in the Internet might not be the agendas or stories selected by mass media.
Yesterday, I was at the workshop for activists on civil journalism, they’re encouraged to voice out and publish their own stories via online channel. This becomes a trend but how far social media could direct this country for changes politically, culturally and socially, it is so interesting to observe.
I meant to talk about the Siamese Revolution Day but just spoke about the media. I just wish to see mass media contribute airtime and space for historical stories like what happened today 77 years ago so the general public and young generation could learn about Thai history much more oriented. But in fact we rarely heard about this kind of story from mass media. It’s never been a big news if compares with such a dramatized news of baby Panda or the orphanage child, Keigo. I am not sure this early morning how many of people would have come to commemorate the day at the Royal Plaza where the symbol of the Revolution established in that area. I was once able to manage to go there since it’s too early. Before the September 19 coup in 2006, we could see various activists organized the event together. It was still a good memory to remind that.
77 years on, where do we go next? I also don’t know but at least we came a bit far because the change at early dawn in 1932 contributed to certain level of liberty and democracy that I could enjoy. But many people do not think so.
I do not have any suggestion for now but I hope democracy in this country will be sustained and stregnthened despite the ongoing conflict. Hope we are willing to accept the reality and allow citizens to learn and discuss the history fully more, therefore we could understand the present and be cautious or prepare for the future. Mass media is important for this role, please do not ignore, try a bit harder and it will help a lot.
Tags: Democracy, Facebook, Internet, Netizen, Revolution, Siam, Social media/network, Twitter
ใบแจ้งข่าวเครือข่ายพลเมืองเน็ต
เรื่อง ความคืบหน้าการดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพลเมืองเน็ต
ตั้งแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันหลังจากนั้น ได้มีผู้ถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก หลายคดีส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างคลุมเครือขาด ความชัดเจน สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการตีความบทบัญญัติความผิด มาตรา 14 และ 15
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 14 (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
มาตรา 14 (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจ สนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ขอแจ้งข่าวสารล่าสุดของ 3 คดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความไม่ชัดเจนของกระบวนการบังคับใช้กฏหมาย โดยเฉพาะการใช้ดุลยพินิจในการจับกุมดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ
คดีของ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท http://www.prachatai.com/webboard ซึ่งถูกกองปราบปรามจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 ด้วยข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 เนื่องเพราะไม่ได้ลบข้อความในเว็บบอร์ด ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายดังกล่าว ภายในเกณฑ์เวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ ในขณะที่จีรนุชได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ เนื่องจากได้ลบข้อความดังกล่าวออกทันทีที่ได้รับแจ้ง และได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายตลอดมา
ความคืบหน้าล่าสุด กองปราบปรามได้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อส่งคดีดัง กล่าวไปที่พนักงานอัยการ โดยได้นัดจีรนุชที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อรายงานตัวและประกันตัวในชั้นอัยการในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 น. จากนั้นพนักงานอัยการได้นัดฟังคำสั่งว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2552 เวลา 9.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก
คดีของ ศิริพร สุวรรณพิทักษ์ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ 212cafe.com ซึ่งถูกจับกุมภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) และมาตรา 15 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ในข้อหาปล่อยให้มีภาพที่มีลักษณะลามกปรากฏอยู่บนเว็บบอร์ด ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคือศิริพร ชี้แจงว่าเนื่องจาก 212cafe เป็นเว็บบอร์ดฟรีที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเผยแพร่ข้อความได้ด้วยตัวเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาแจ้งให้ลบภาพดังกล่าวโดยมิได้ส่งโทรสารหรือจดหมายแจ้ง ที่อยู่ URL ตามที่ภรรยานายศิริพรร้องขอ ทำให้ต้องใช้เวลาค้นหาเพื่อทราบ URL ดังกล่าว ซึ่งเมื่อทราบแล้วก็ได้ลบออกโดยทันที ทั้งนี้อาจล่าช้าจากที่ได้รับแจ้งประมาณ 7 วัน ปรากฏว่าศิริพรถูกจับกุมดำเนินคดีและไม่สามารถประกันตัวได้ทันที ต้องถูกคุมตัวอยู่ในห้องขังของสถานีตำรวจเป็นเวลาหนึ่งคืนและได้รับการ ประกันตัวในวันรุ่งขึ้น
ความคืบหน้าล่าสุด พนักงานอัยการได้ส่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา และศาลอาญาได้มีคำสั่งนัดพร้อมเปิดคดีเป็นครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2552 เวลา 13.30 น. ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก
คดีของ สุวิชา ท่าค้อ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งถูกจับและดำเนินคดีภายใต้ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 เนื่องจากการเผยแพร่เนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ จากนั้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 ศาลอาญาชั้นต้นได้ตัดสินโทษจำคุก 20 ปี แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคือ 10 ปี จากนั้นสุวิชาและครอบครัวเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากครบกำหนดอุทธรณ์ 30 วัน (3 พ.ค. 2552) ซึ่งสุวิชาตัดสินใจไม่อุทธรณ์
ความคืบหน้าล่าสุด อัยการไม่อุทธรณ์ต่อ ศาลมีคำสั่งให้คดีถึงที่สุด วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2552 ทนายของสุวิชาจะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษต่อสำนักราชเลขาธิการในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2552
เครือข่ายพลเมืองเน็ต เห็นความสำคัญของการดำเนินคดีของทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะเป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการบังคับใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อีกทั้งมาตรฐานการดำเนินคดีรวมทั้งคำพิพากษาจะกลายเป็นบรรทัดฐานต่อการ ดำเนินคดีต่อพลเมืองเน็ตต่อไป เครือข่ายพลเมืองเน็ตขอให้ทุกฝ่ายติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องดังกล่าวอย่าง ใกล้ชิด รวมทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้แนวทางที่ชัดเจนในการกำกับดูแล อินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้พลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้มีโอกาสสะท้อนความคิดเห็นถึงปัญหาและผลกระทบจากการใช้พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เครือข่ายพลเมืองเน็ต
21 มิถุนายน 2552
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://thainetizen.org
สอบถาม เสนอแนะ ได้ที่ freethainetizen@gmail.com
ทวิตเตอร์ http://twitter.com/thainetizen