จับตา! “ทีวีดิจิตอล จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ตอน…ว่าด้วยทีวีสาธารณะ

ลำดับเหตุการณ์ “ทีวีดิจิตอล จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ตอน…ว่าด้วยทีวีสาธารณะ

20 กุมภาพันธ์ 2556 สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยื่นหนังสือต่อประธาน กสท. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์) เพื่อยื่นข้อเสนอขอให้พิจารณาเลื่อนกรอบระยะเวลาในกระบวนการยื่นขอ/ออกใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลเพื่อสาธารณะ 12 ช่อง ออกไปก่อน และขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อนออกใบอนุญาต เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานีโทรทัศน์สาธารณะเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง

8 มีนาคม 2556   คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์/ส่วนงานกสทช.สุภิญญาฯ/กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภค
ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (รส.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็น (Focus Group) ผู้บริโภคกับทีวีดิจิตอล ครั้งที่ 1 “ว่าด้วย ทีวีสาธารณะและทีวีชุมชนที่อยากเห็น”   ณ โรงแรมเซนจูรี่พาร์ค  สาระสำคัญจากการประชุม คือ

1) ขอให้ชะลอการออกใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิตอล ประเภทบริการสาธารณะและประเภทบริการชุมชน   โดยจะต้องมีการศึกษาหาหลักเกณฑ์  รูปแบบ (Model)  ทีวีสาธารณะและชุมชนที่คำนึงถึงภูมิทัศน์ความหลากหลายของสังคมไทย   บูรณาการภาคส่วนต่างๆ  ให้มีความชัดเจน    และต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

2) ขอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์  ในประเด็นที่ยังขาดความชัดเจนและควรมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น คำนิยาม  คุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาต เงื่อนไขการประกอบกิจการ ประเภทบริการสาธารณะและประเภทบริการชุมชน ประเภทช่องรายการบริการสาธารณะ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เป็นต้น

3) ควรมีการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของภาคประชาชน ให้ความรู้แก่ประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนทุกกลุ่ม คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส  และ  4) ควรมีการตรวจสอบก่อนการให้ใบอนุญาต โดยต้องไม่มีการแอบแฝงของภาคเอกชนในประเภทกิจการบริการสาธารณะและบริการชุมชน และคนทุกกลุ่มสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง

*** ดาวน์โหลดสรุปสาระสำคัญ***

Download (SeminarFocus-Group-8-3-56final.docx,DOCX, 22KB)

21 มีนาคม 2556 ส่วนงาน กสทช.สุภิญญาฯ และส่วนงาน กสทช.ประวิทย์ฯ ได้จัดงาน NBTC Public Forum ครั้งที่ 1/2556 หัวข้อ “2556 ปีทองแห่งการคุ้มครองผู้บริโภคและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิตอล” ในช่วงบ่ายของการเสวนาว่าด้วยเรื่อง “ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิตอล: กสทช.ควรทำอย่างไรให้บรรลุเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ?”  ประเด็นว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลประเภทกิจการบริการสาธารณะ เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ และผู้บริโภค โดยมีความเห็นตรงกันว่า กสทช.ต้องมีความชัดเจนระหว่าง “ทีวีดิจิตอลประเภทสาธารณะ” กับ “ทีวีของรัฐ” เนื่องจากเป้าหมายของการปฏิรูปสื่อคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อ และการสร้างความหลากหลายของเนื้อหาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน หากทีวีดิจิตอลสาธารณะทั้ง 12  ช่องจะดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐทั้งหมดและนำเสนอเนื้อหาสาระที่มีลักษณะเป็นการประชาสัมพันธ์หรือเป็นกระบอกเสียงของหน่วยงานราชการย่อมไม่บรรลุเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส กสทช.ควรมีการออกเกณฑ์อนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านยังมีข้อวิจารณ์ถึงประเด็นการอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการรายเดิมในระบบแอนะล็อก เช่น กองทัพบก และกรมประชาสัมพันธ์ สามารถออกอากาศคู่ขนานจนกระทั่งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่สิ้นสุดลง ประเด็นนี้ได้มีงานศึกษาเรื่อง การศึกษาผังรายการเพื่อวิเคราะห์ทิศทางการประกอบกิจการบริการสาธารณะของฟรีทีวี โดย สถาบันพัฒนาสื่อภาคเอกชน พบว่า ปัจจุบันสถานี ททบ.5 นำเสนอข่าวสารและสาระประโยชน์รวมร้อยละ 44.04 ส่วนที่เหลือเป็นเนื้อหาด้านบันเทิง ดังนั้นการที่จะให้สถานี  ททบ.5    ได้รับสิทธิออกอากาศในกิจการสาธารณะจึงขัดแย้งกับมาตรา 33 (1) ของ พรบ.ประกอบกิจการฯ ที่ระบุว่า  ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะต้องกำหนดให้มีรายการที่เป็นข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบ

 

25 มีนาคม 2556 ส่วนงาน กสทช.สุภิญญาฯ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็น“การปฏิรูปสื่อในทีวีดิจิตอลสาธารณะ:รูปแบบที่ควรจะเป็น” เมื่อวันที่ ณ โรงแรมเซนจูรี พาร์ค กรุงเทพมหานคร มีข้อสรุป คือ

1. กสท. ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายเดิม (ช่อง 5  ,ช่อง 11  และไทยพีบีเอส) ปรับตัวให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบกิจการสาธารณะ   มิใช่ได้รับสิทธิในการออกอากาศในระบบดิจิตอลโดยอัตโนมัติ   มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม  ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. 2550

2. กสท. ต้องสร้างเกณฑ์การตรวจสอบ   “หน้าที่” และ “ความจำเป็น”  ของผู้ประกอบการรายเดิม และหน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ที่ขอเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่โดยคำนึงถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของ

3. กสท.ต้องจัดทำคำนิยาม “บริการสาธารณะ” และเนื้อหารายการ  รวมทั้งพันธกิจสำคัญในแต่ละช่องรายการให้ชัดเจน  และขอให้ทบทวนการจัดกลุ่มตามวัตถุประสงค์ของทั้ง 12 ช่อง

4. กสท.ต้องคำนึงถึงความเป็นเจ้าของสำหรับภาคประชาชนเพื่อใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20  ในทุกพื้นที่ของการประกอบกิจการ

5. กสท.ต้องกำหนดให้แต่ละช่องเสนอโครงสร้างการบริหารที่สะท้อนความเป็นอิสระจากภาคการเมืองและภาคธุรกิจ  และมีแผนการจัดสรรและที่มาของงบประมาณที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้

6. กสท.ต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ช่องบริการสาธารณะ (Beauty Contest)   ที่ชัดเจน  และผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ  เนื่องจากเป็นแนวนโยบายที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ

และ 7. กสท.ควรชะลอการพิจารณาการจัดสรรคลื่นความถี่บริการสาธารณะ 12 ช่อง จนกว่าจะสำรวจและรับความเห็นจากทุกภาคส่วนและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน  เพื่อนำมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการใช้ดุลพินิจของ กสท.

*** ดาวน์โหลดอ่านสรุปสาระสำคัญจากเวที

Download (seminar25-3-56_final1.docx,DOCX, 26KB)

Download (Proposal25-3-2556_final.docx,DOCX, 16KB)

 

24 เมษายน 2556 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงาน กสทช. จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ทีวีดิจิตอลสาธารณะ…จุดเปลี่ยนประเทศไทย”  ตอน “ทีวีดิจิตอลสาธารณะ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้มีข้อเสนอต่อ กสทช.  สรุปได้ดังต่อไปนี้

1. เสนอให้ กสท. เร่งจัดทำประกาศ หลักเกณฑ์พิจารณาการคัดเลือกผู้ขอรับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลประเภทกิจการบริการสาธารณะ  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ยื่นขอใบอนุญาตเข้าสู่การพิจารณาภายใต้เกณฑ์เดียวกัน โดยอย่างน้อยเกณฑ์ที่ กสท. ต้องคำนึงถึง ได้แก่ โครงสร้างกรรมการนโยบายหรือกรรมการบริหารที่ปลอดจากรัฐและทุน  ความหลากหลายของความคิดเห็นในผังรายการ  ความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ  ความโปร่งใสด้านการเงิน   ตลอดจนแนวทางการประเมินผลการดำเนินกิจการ  เป็นต้น   ทั้งนี้การจัดทำประกาศดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้เกิดความโปร่งใส  ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดย กสท.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และรัดกุม เนื่องจากการจัดสรรคลื่นซึ่งเป็นสมบัติของประเทศชาติ จึงไม่ควรให้การพิจารณาคัดเลือกเป็นเพียงการใช้ดุลพินิจของ กสท. ในการอนุญาตให้ประกอบกิจการ  เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องตามกระบวนการศาลปกครองจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ หรือไม่ได้รับใบอนุญาตจาก กสท.

2. นโยบายการจัดสรรและกำหนดจำนวนช่องรายการสำหรับทีวีดิจิตอลสาธารณะ กสทช.ต้อง คำนึงถึงหลักการทีวีบริการสาธารณะตามมาตรฐานสากลในมุมมองด้านนิเทศศาสตร์  (Public Service Broadcasting)   กล่าวคือ การคำนึงถึงผู้ชมในฐานะที่เป็นพลเมือง ดังนั้นการนำเสนอเนื้อหาสาระต้องเป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะให้แก่พลเมืองให้มีความเห็นที่หลากหลาย  ด้านการบริหารงานต้องมีความเป็นอิสระ มุ่งสร้างสังคมมากกว่าการหารายได้ และมีการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้  อย่างไรก็ตามในแง่ของกฎหมายมหาชนเรื่อง “บริการสาธารณะ” หมายถึง กิจการที่อยู่ในการอำนวยการของฝ่ายปกครอง โดยรัฐอาจเป็นผู้ดำเนินการเองหรือมอบให้ผู้อื่นไปดำเนินการ ทั้งนี้มีหลักการสำคัญคือการยึดโยงกับรัฐ และต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน  ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ กสทช. ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบให้ใบอนุญาตครบทั้ง 12   ช่องรายการ ตามมติของ กสท. แต่ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์ความต้องการของประชาชน และวิเคราะห์ผลกระทบจากการกำกับดูแลในมาตรการสำคัญ โดยพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อย่างเหมาะสมรอบด้าน และเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมีส่วนร่วม ก่อนที่จะพิจารณาให้ใบอนุญาตในการประกอบกิจการทีวีดิจิตอลสาธารณะ

3. ให้ กสท.คำนึงถึงมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ในทีวีดิจิตอลสาธารณะ  ได้แก่ ต้นทุนโครงข่ายที่เหมาะสม ศักยภาพผู้ขอรับใบอนุญาตในการผลิตรายการ ตลอดจนการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อประเมินวัตถุประสงค์โดยรวมของการให้ใบอนุญาต เพื่อไม่ให้ทรัพยากรคลื่นความถี่ถูกนำไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า

*** ดาวน์โหลดอ่านสรุปสาระสำคัญจากเวที***

Download (Chula24-4-56.docx,DOCX, 92KB)

 

ประกาศกสทช.ที่เกี่ยวข้อง

Download (ประกาศกสทช.แผนการเปลี่ยนระบบส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตอล.pdf,PDF, 242KB)

Download (หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับการให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิตอล.pdf,PDF, 61KB)

 

พาวเวอร์พอยท์เกี่ยวข้อง

Download (DgitalSwitchOverConcept.pdf,PDF, 1.29MB)