Supinya.com

Freedom of expression and belief is a basic human right, not a crime.
  • scissors
    July 23rd, 2009supinyaUncategorized

    Story will be told later.

  • scissors
    July 16th, 2009supinyaCPMR, Media Reform/Policy

    mask-freeq20-2_resize

    คปส.พร้อมเครือข่ายสื่อภาคประชาชนนัดมอบแผนพัฒนาสื่อสารมวลชนฯ

    ให้ประธานกมธ.วิสามัญคลื่นความถี่ฯแจงสัดส่วนคลื่นความถี่ภาคประชาชน ๒๐% ชี้กฎหมายปี ๒๕๔๓ มีที่มาจากแผนสภาพัฒน์ฯ

    ด้านตัวแทนวิทยุชุมชนบ่อนอกจากประจวบคีรีขันธ์ รุดมอบหน้ากากอนามัยระบุข้อความ “คลื่นความถี่ของประชาชน ๒๐% ต้องคงอยู่” ให้กรรมาธิการ ๔๕ ท่าน ใช้ระหว่างประชุมเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ที่กำลังระบาด

    วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลา๐๙.๐๐น.อาคารรัฐสภา๓ชั้น๔

    บริเวณหน้าห้องประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.. ….

    ………………………………………….

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    ประชาชนแจงกมธ.ยืนยันคลื่น ๒๐%

    พร้อมยื่นแผนสื่อสภาพัฒน์ฯ ยันที่มาสัดส่วน ปชช. ชี้ตอกย้ำสื่อรัฐ-เอกชนไม่ทำหน้าที่หยุดไข้หวัด ๒๐๐๙

    ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่อาคารรัฐสภา ๓  คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ พร้อมเครือข่ายสื่อภาคประชาชนในท้องถิ่น เข้ามอบเอกสารที่มาของการจัดสรรคลื่นให้กับภาคประชาชน ๒๐% ตาม ก..คลื่นความถี่ ปี ๒๕๔๓ ให้กับประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ...องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.. ….

    สืบ เนื่องจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.. …. ของคณะกรรมาธิการวิสามัญในขณะนี้ อยู่ในวาระพิจารณาแนวทางว่าด้วยการจัดทำแผนแม่บท ในหมวด ๓ ซึ่งภาคประชาชนได้เรียกร้องให้คงสาระในบทบัญญัติเดิมตามมาตรา ๒๖ ของกฎหมายฉบับปี ๒๕๔๓ ซึ่งกำหนดว่าการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับภาคประชาชนได้ใช้ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ และต้องจัดให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำจังหวัดและสถานีวิทยุโทรทัศน์ใน ท้องถิ่น รวมถึงการอนุญาตให้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องครอบคลุม เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

    นายสุเทพ  วิไลเลิศ เลขาธิการ  คปส. กล่าวว่า “เอกสารที่ยื่นให้กับกรรมาธิการวิสามัญ คือ แผนพัฒนาสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม เพื่อการพัฒนาคนและสังคม จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่มาของการกำหนดให้องค์กรอิสระต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับ ประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบในกฎหมายปี ๒๕๔๓  และรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ กำหนดไว้เพียงแต่การยุบรวมองค์กรอิสระ ดังนั้น กมธ. จึงต้องยืนยันหลักประกันในสิทธิการสื่อสารของประชาชน โดยต้องกำหนดให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบเช่นเดิม”

    ทั้งนี้ระหว่างการยื่นหนังสือ ตัวแทนจากเครือข่ายสื่อภาคประชาชนได้มอบหน้ากากอนามัยระบุข้อความ “คลื่นความถี่ของประชาชน ๒๐% ต้องคงอยู่” ให้แก่ประธาน กมธ.วิสามัญฯ เพื่อแจกให้กับคณะกรรมาธิการและเจ้าหน้าที่สภาสวมระหว่างการประชุม เนื่องจากเห็นว่าสื่อของรัฐและเอกชนในขณะนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ให้ข้อมูลข้อ เท็จจริงเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ให้กับประชาชนได้รับรู้และสามารถป้องกันตนเองได้ จึงเกรงว่ากรรมาธิการจะเจ็บป่วยเนื่องจากติดเชื้อโรคชนิดดังกล่าว

    ด้านนายพรพิพัฒน์  วัดอักษร ตัวแทนเครือข่ายสื่อภาคประชาชน จากชุมชนบ่อนอก จ.ประจวบ คีรีขันธ์ กล่าวว่า “สื่อของรัฐและสื่อของเอกชนในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบสนองประชาชนในเรื่อง ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้ เช่นกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ สื่อของรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพียงพอ และเอกชนที่ได้สัมปทานวิทยุโทรทัศน์ก็เอาเวลาไปมุ่งหากำไรมากกว่า ประชาชนจึงไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องไว้ป้องกันตัวเองจากโรคระบาด”

    www.media4democracy.com

    Tags: ,
  • scissors

    เรารักอินเทอร์เน็ต เพราะอินเทอร์เน็ตสอนให้เรารักความคิดอื่นๆ


    เมื่อวานนี้ (11 ก.ค. 52) มีวงคุยไปกินไป #2 ของเครือข่ายพลเมืองเน็ตว่าด้วยคำถามนำเรื่องอินเทอร์เน็ตคือโลกหรือไม่ แถวถนนพระอาทิตย์

    ผู้เขียนไปร่วมงานสายพอควร เขาเริ่มคุยกันไปสักพักใหญ่แล้ว  แต่ก็พอตามประเด็นทัน  ว่าด้วยเรื่องอินเทอร์เน็ตคืออะไรกันแน่ สื่อ หรือ โลก

    รวมถึงปัญหาแวดล้อมที่กระทบชีวิต สิทธิ ผู้ใช้ ‘อินเทอร์เน็ต’ คำตอบจากวงคุยก็มีหลากหลาย ต่างกันไป และบางส่วนก็ค้างคาอยู่ในสายลม หรือบางอย่างก็อาจไม่มีคำตอบหรือไม่ต้องการคำตอบ  ความรู้สึกรวบยอดที่ผู้เขียนได้รับจากเวทีนี้คือความรู้สึกของคนเข้าร่วมที่ว่า

    1. เรารักอินเทอร์เน็ต

    2. เราจะสู้เพื่ออินเทอร์เน็ต

    3. ขาดอินเทอร์เน็ตเหมือนกับขาดใจ

    4. ตัวตนในอินเทอร์เน็ต คือ ตัวตนที่มีความหมาย ถ้าหายไป ก็เหมือนชีวิตจะหายไปด้วย

    ดังนั้น Love me love my online identity!

    5.ฉันรักอินเทอร์เน็ต เพราะอินเทอร์เน็ต สอนให้ฉันรักประชาชน(ที่คิดแตกต่างหรือคิดแปลกๆเพราะฉันได้เรียนรู้และยอมรับมากขึ้น)


    สำหรับผู้เขียนอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อในทางเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ก็เป็นโลกได้ด้วยในความเป็นมนุษย์

    จะเป็นโลกของผู้เขียนด้วยหรือไม่ ผู้เขียนกำลังเรียนรู้และประเมินอยู่ เพราะโลกของผู้เขียนนอกจากโลกในความหมายคือ Earth ซึ่งเป็นสิ่งที่โอบอุ้มชีวิตผู้เขียนอยู่นี้ ผู้เขียนก็มีโลกนั่นโลกนี้ เยอะแยะมากมายไปหมด โดยเฉพาะ โลกส่วนตัว :)

    งานคุยครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวลีจากทฤษฎีการสื่อสาร  We cannot not communicate. (เราไม่สามารถที่จะไม่สื่อสารได้เลย) แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเกิดมาก็ต้องสื่อสารตั้งแต่แหกปากร้องเสียงดัง ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ไม่เคยหยุดที่จะสื่อสารอีกเลย ไม่ว่า เราจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม เราไม่สามารถที่จะหยุดสื่อสารกับมนุษย์คนอื่น หรือสิ่งรอบตัวได้  แม้กระทั่งความรู้สึกของเราเอง

    ความเงียบก็คือการสื่อสารอย่างหนึ่ง

    การแสดงออกทาง สีหน้าแววตา ก็เป็นการแสดงออกโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

    ดังนั้น  We cannot not communicate. (จากทฤษฎีการสื่อสาร One cannot not communicate http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Watzlawick )

    ในฐานะสื่อ อินเทอร์เน็ตก็คือพื้นที่ใหม่ๆ เปิดกว้างให้มนุษย์ได้ทำการสื่อสารอย่างเต็มที่ กว้างขวาง สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    และสามารถกระทำได้ด้วยตัวเองเพื่อให้สื่อสารไปยังคนหมู่มากคือเป็น Active communicator ไม่ใช่เป็นแค่ Passive audience เหมือนเวลาที่เรานั่งดูโทรทัศน์หรือสื่อ traditional อื่นๆ Web 2.0 และการมี สายใยสังคมผ่านเว็บ ( social network) ที่ง่าย สะดวกขึ้น ยิ่งกระตุ้น ส่งเสริมให้มนุษย์สื่อสารกันได้มากขึ้น

    คนที่เงียบงันในชีวิตออฟไลน์ ในพื้นที่ออนไลน์ก็อาจเป็นคนที่ช่างจำนรรจา พูดตลอดเวลาไม่หยุดก็เป็นได้ การสื่อสาร เป็น ธรรมชาติ ขั้นปรกติพื้นฐานของมนุษย์ ถ้ามองอีกมุมว่าเป็นกิเลสด้วยก็ไม่ผิดนัก ถ้าเราอยากคุมกิเลสไม่ให้การสื่อสารแสดงออกของเราสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองและผู้อื่นเราก็ต้องระวังในศีลข้อสี่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเราอยากให้ศักยภาพการสื่อสารทั้งหมดในฐานะความเป็นมนุษย์ได้แสดงออกไปเราก็สามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เล็กๆ ส่วนตัว หรือพื้นที่กว้างใหญ่ในโลกไซเบอร์เช่นอินเทอร์เน็ต  มันคือพื้นที่สาธารณะที่ให้มนุษย์ทำการสื่อสาร กับตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งสื่อสารกับสังคมไร้อย่างไร้ขีดจำกัดมากกว่าที่ผ่านมา แต่มันก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ใครที่คิดว่าอินเทอร์เน็ตมันไม่ควรถูกกำกับดูแล (regulated) อันนี้ขัดกับข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เพราะอินเทอร์เน็ตอิงกับเทคโนโลยี มันถูก regulated ตั้งแต่ต้นทางที่เราเริ่มเสียบปลั๊กเพื่อออนไลน์ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมแล้ว  โจทย์ของเราก็คือการต้องวิ่งตามคอยดูแลการกำกับดูแลนั้นให้มันเป็นการกำกับดูแลโดยแท้ไม่ใช่การควบคุมหรือสอดส่องอย่างที่จะละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจนเกินไป

    วงคุยเมื่อวานก็แตะกันหลายประเด็น เราอยู่ในโลกที่มีข้อจำกัดท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีโอกาส แต่เราก็มีอุปสรรคนานัปการ

    สุดท้าย เทคโนโลยีการสื่อสาร ก็จะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวมใช่หรือไม่  ถ้ากระจุกตัวในการใช้เพียงคนกลุ่มหนึ่ง และ ไม่ได้นำไปสู่การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างที่ควรจะเป็น หรือไม่ได้ไปถึงขั้นการเป็นพื้นที่เพื่อสร้างสายใย ระหว่างคนในสังคม เพื่อลดช่องว่าง ซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นโจทย์สำหรับทิศทางสื่อในอนาคตที่ต้องตอบ

    อินเทอร์เน็ตก็เป็นโลกด้วย สำหรับคนหรือชุมชน ที่คิดว่า อินเทอร์เน็ตคือโลกของเขา  อะไรคือโลก โลกก็คือ สิ่งที่โอบล้อมชีวิตเราให้ดำรงอยู่ได้ตามวัฏจักร ถ้าชีวิตผู้ใดผูกพันกับอินเทอร์เน็ตมาก อินเทอร์เน็ตก็คงคือโลกทั้งใบหรือเกือบทั้งใบของคนๆนั้น เช่นเดียวกับบางคนที่มีโลกทั้งใบ กับ ธรรมชาติ สวน ต้นไม้ใบหญ้า และ สิ่งที่เขารักผูกพัน สิ่งนั้นก็เป็นโลกของเขา เรากำหนดโลกของเราขึ้นมาตามแรงโน้มถ่วงที่นำพาชีวิตเราเข้าไปผูกพันกับสิ่งนั้น   อินเทอร์เน็ต เป็นทั้งสื่อหรือพื้นที่สาธารณะในสังคม ที่มีสภาพเป็นสายใยแมงมุมจริงๆ ตามปรัชญาของการสื่อสารมวลชน (Web of human society) เพราะเทคโนโลยีมันช่วยเชื่อมเราให้ถึงกันหมดอย่างมีประสิทธิภาพกว่าสื่ออื่นๆ

    ในขณะเดียวกัน อินเทอร์เน็ต ก็เป็นทั้งโลกที่อบอุ่น ผจญภัย สนุกสนาน ลึกลับ ซาบซึ้ง ฯลฯ ของคนแต่ละคน รัฐในฐานะที่เป็นรัฐก็พยายามที่จะเข้ามากำกับดูแล อินเทอร์เน็ต ทั้งในฐานะที่เป็นสื่อใหม่ และ ในฐานะที่เป็นโลกของพลเมือง ความลงตัวจะอยู่ตรงไหนมันก็เป็นการชักกะเย่อกันระหว่าง พละกำลังของรัฐและพลเมือง เพราะ ทั้งนี้ทั้งนั้น อินเทอร์เน็ต คือสิ่งที่ทำให้ธรรมชาติลึกสุดของมนุษย์ คือการแสดงออก ได้สื่อสารออกมา เต็มที่มากขึ้นได้คุยกันมากขึ้น ในหลายเรื่อง ในทุกๆเรื่อง ไม่มีเรื่องอะไรถูกห้ามสื่อสารได้

    เพราะเมื่อเรา connect เข้าสู้อินเทอร์เน็ตแล้ว ต่อให้เราข่มใจสักแค่ไหน มันก็ยากจะปฏิเสธที่จะร่วมสื่อสาร ดังคำที่ว่า We cannot not communicate. โดยแท้จริง เพราะทำให้เราอยากจะสื่อสารกันตลอดเวลา แต่แน่นอนที่สุด ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเช่นนั้น กลุ่มคนที่ยังปฏิเสธ สงวนตัวไม่เข้าไปสู่พื้นที่และโลกของอินเทอร์เน็ตมากก็ยังมีจำนวนมาก แต่ทุกคนในโลกนี้ก็ยังต้องสื่อสารกันไม่ทางใดทางหนึ่งกันต่อไป ทางใดจะดีกว่ากันหรือไม่ หรือไม่ดีอย่างไร ไม่มีคำตอบสมบูรณ์แบบ

    ในทางปัจเจกอยู่ที่คำตอบของแต่ละคน ส่วนในทางสังคม ก็ต้องถกเถียงกันต่อไปว่า อยู่ที่เราหรืออยู่ที่ใครจะกำหนดความพอดีในการสื่อสาร

    ทั้งนี้ ความพอดีของสังคมมีไหม หรืออยู่ตรงไหนกัน? ใครตอบได้ช่วยตอบที

    (I just wrote about the informal discussion hosted by Thai Netizen Network on ‘Internet isn’t it your world?’ -  An English version shall be written later :))

    อันนี้เป็นการรรายงานข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์  “พลเมืองเน็ตถกปัญหาโลกออนไลน์ รับมืออนาคต”

    http://www.thairath.co.th/content/tech/18968

    Tags: , , ,
  • scissors
    July 11th, 2009supinyaCyber-liberty, Events, Thai Netizen Network

    Is Internet causing you happy or unhappy?

    Let’s share at “Internet isn’t it your world? http://thainetizen.org/node/596

    Tags: , ,
  • scissors
    July 11th, 2009supinyaCPMR, Media Reform/Policy

    THAILAND: Radio groups demand 20% of frequencies

    News reported By Mongkol Bangprapa, BangkokPost July 10, 2009

    National Federation of Community Radio also wants fair distribution of radio frequencies among the provinces and television stations established to meet the needs of locals.

    It was submitted to the committee through its acting chair, Democrat Party MP Phusdee Tamthai.

    She was given the NFCR submission by Suthep Wilailert, secretary-general of the Campaign for Popular Media Reform.

    http://www.asiamedia.ucla.edu/article.asp?parentid=110309

    Ms Supinya urged the committee to set clear guidelines to prevent major media businesses from dominating the frequency auctions at the provincial level.

    Tags: , , , , ,
  • scissors

    Article by VOA News

    Internet, Satellite Communications Widen Political Debate in Thailand



    08 July 2009

    http://www.voanews.com/english/2009-07-08-voa18.cfm

    Tags: , , ,
  • scissors
    July 9th, 2009supinyaUncategorized

    If you know Kavi Chongkittavorn, senior editor from The Nation, you may send him warm wishes via this blog  http://getwellkavi.blogspot.com/2009/07/get-well-soon-kavi.html#comments

    Having known him for a long time, met him here and many places in abroad, my best impression occurred when he was supporting my legal cases while I was sued by Shin Corporation, he was one of the best witnesses testifying in court forcefully.

    He’s very lively and active person, so it’s shocking when heard from SEAPA that he is suddenly unwell.  Life is that impermanent. May strength and joyfulness do remain with him.

    Get well very soon.

  • scissors
    July 9th, 2009supinyaUncategorized

    วันหยุดเข้าพรรษาปีนี้ มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมเพียงหนึ่งวัน ด้วยการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน กับ เพื่อนผู้ปฏิบัติอื่นที่ศูนย์ธรรมธานี

    ตั้งใจอยากไปนานกว่านั้นแต่ปีนี้ยังหาจังหวะไม่ได้เลย เพราะติดงานต่อเนื่อง คิดไว้ว่าช่วงเดือนกันยายน ปีนี้ จะไปเข้าคอร์สสิบวันให้ได้อีกครั้ง

    แต่ระหว่างนี้ก็พยายามฝึกปฏิบัติอยู่ที่บ้านให้ได้สม่ำเสมอก่อน หัวใจของวิปัสสนา คือการฝึกใจของเราให้มองเห็นความจริงอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่ที่เราอยากให้เป็น  ด้วยองค์ประกอบหลักของ ศีล สมาธิ ปัญญา จะทำให้เราฝึกปฏิบัติไปสู่หนทางที่ดีงามกับตัวเราเองได้

    ผู้เขียนเลิกดื่มของมึนเมาทุกชนิด ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาจริงจังมากขึ้น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่คนดื่มเก่งอะไร แต่ก็มีบ้างนิดหน่อยตามวาระงานสังคม  โดยเฉพาะชอบดื่มไวน์เมื่อมีโอกาสดีๆ และความรู้สึกดีๆ และคิดว่านิดหน่อยไม่ได้มีอะไรเสียหาย

    แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว ไม่ดื่มอะไรเลย ด้วยเหตุผลของตัวเองที่ค่อนข้างชัดเจน (เหตุผลหนึ่งก็คือเวลาดื่มของพวกนี้แล้ว จะมีความรู้สึกอ่อนไหวสูงเช่นร้องไห้ง่าย)  แม้ผู้เขียนไม่ดื่ม แต่ก็ไม่ได้เป็นนักจารีตนิยม  เคารพการใช้ชีวิตของผู้อื่นเสมอ ไม่ได้มองคนดื่มว่าทำไม่ถูก

    ทุกคนต่างเลือกวิถีของชีวิตตนเอง  อีกทั้งก็ไม่ได้เห็นว่านโยบายการห้ามขายเหล้าจะเป็นทางออกที่แท้จริง แต่อย่างใด

    ทุกอย่างอยู่ที่ใจอย่างเดียวเท่านั้น พอผู้เขียนตั้งใจว่าไม่ดื่มเลย

    ต่อให้ต้องนั่งอยู่ในร้านเหล้ากับเพื่อนฝูงก็ไม่ได้ทำให้อยากดื่ม ในขณะเดียวกันก็สามารถสนุกสนานครื้นเครงไปในวงได้ ไม่ขัดเขินแต่อย่างใด

    ความสุข เริ่มต้น จากจุดเล็กๆในจิตใจของเราเอง อย่างอื่นเป็นเพียงส่วนประกอบหนุนเสริมเท่านั้น


    ผู้เขียนเริ่มปฏิบัติวิปัสสนา ตั้งแต่ช่วงที่ถูกบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฟ้อง และเจอปัญหาชีวิตต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548

    ตั้งแต่ฝึกปฏิบัติเป็นต้นมา ชีวิตจิตใจก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่า กาารเปลี่ยนแปลงสังคม กับ การมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น

    สองสิ่งนี้มันไปด้วยกันได้ ธรรมะ ไม่ได้บอกให้เราวางเฉย เหมือนทองไม่รู้ร้อน

    ธรรมะ สอนให้เราทำงานหนัก แต่เต็มเปี่ยมด้วยสติ และใจที่เป็นอุเบกขา ไม่ฟูมฟายหรือใส่อารมณ์ถ้าไม่เป็นดังใจเรา

    สำคัญที่สุดคือการฝึกให้เรามีเมตตากับสรรพสิ่งทั้งหลาย จากความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง

    สิ่งนี้ฝึกได้ด้วยการปฏิบัติธรรม และเป็นกุศลทียิ่งใหญ่กว่าการทำทาน

    แต่ทั้งหมดนี้ใช่ว่าฝึกแล้วจะทำได้ดีเลย หลายครั้งที่ผู้เขียนเหวี่ยง คือมีสิ่งที่ทำให้เกิดอาการสติแตกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    แต่เราไม่ยอมแพ้ ที่จะฝึกใจตัวเองต่อไป สู้อะไรข้างนอกมากมายยังสู้ได้ แล้วทำไม การสู้กับ จิตใจที่ปั่นป่วนไม่สงบและเต็มไปด้วยอารมณ์ซึ่งขึ้นอยู่กับใจเราเองแท้ๆนั้น เราจะทำไม่ได้

    ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดีหรือร้าย เรายิ้มไว้ก่อน บอกตัวเองว่า ทุกอย่างมันผ่านมา แล้วมันก็จะผ่านไปเป็นสัจธรรม

    จากนั้นก็หายใจเบาๆ หรือ แรงๆ ถ้าความรู้สึกแย่ๆมันจุกอยู่ในใจจนจะล้นระเบิด

    เฝ้าดูตัวเองหายใจไปสักพัก แล้ว บอกกับตัวเองว่า เอาสิ จะรู้สึกแย่ๆไปได้นานแค่ไหน

    อยากรู้สึก ก็รู้สึกไป ก็จะเฝ้าดูความรู้สึกอยู่สักพัก เราก็จะสัมผัสได้เองว่า

    ความตึงเครียด อารมณ์ร้อนๆนั้นค่อยๆผ่อนคลายไป

    เพราะเราไม่มีเลขาที่จะคอยเตือนว่าเรา โกรธแล้วนะ หน้าบึ้งแล้วนะ เศร้าเกินไปแล้วนะ

    จะมีเพียงสติในใจเราเองเท่านั้นที่จะทำหน้าที่คอยเตือนเรา ให้ รู้ตัวอยู่เสมอ

    แล้วก็การยิ้ม การยิ้มทำให้ทุกอย่างสดใส ทำไมเราต้องเอาความทุกข์ของเราไปใส่คนอื่น

    การทำให้รอยยิ้มเบ่งบาน อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็กๆที่จะทำให้โลกนี้ งดงามขึ้นได้

    และสุดท้ายไม่ว่าเราจะโกรธใคร เกลียดใคร ทำไม่ดีกับใคร สุดท้ายเราเองนั่นแหละที่จะต้องอยู่กับความรู้สึกหม่นหมองนั้นๆ


    ในวาระ วันที่พระพุทธเจ้า ประกาศ ธรรมะที่ได้ค้นพบ และ วันเข้าพรรษา ที่หลายท่านตั้งใจปฏิบัติธรรม

    ขออนุญาต เสขิยธรรม นำเสนอบทสัมภาษณ์นี้ในพื้นที่แห่งนี้ อีกครั้ง ในเรื่องวิทยาศาสตร์ที่แท้ สัมภาษณ์อาจารย์ โกเอ็นก้า วิปัสสนาจารย์

    ผู้เป็นอาจารย์สอนการวิปัสสนาให้กับผู้เขียน ผ่าน ศูนย์ธรรมกมลา ธรรมกาญจนา และ ธรรมธานี

    ขอให้ทุกท่านได้มีโอกาสปฏิบัติวิปัสสนา และ มีความสุข มีความอิสระ จากความทุกข์ ทั้งหลายนะคะ

    อาจไม่สามารถ เป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหมดได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มต้นก้าวเดินในเส้นทางแห่งปัญญา


    http://www.skyd.org/html/sekhi/50/goenka.html


    “เมื่อคุณเห็นกิเลสกำลังก่อให้เกิดความกังวลความปวดร้าวต่อตัวคุณเอง สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของศีล และของความกรุณาหากคุณสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้มาเป็นความกรุณา ความจริงอีกอย่างหนึ่งจะปรากฏชัดยิ่งขึ้น แทนที่จะผลิตแต่ความโกรธ ความเกลียด ความทะยานอยาก หรือความกลัว ความเป็นตัวกู ผมหันมาสร้างความรัก ความกรุณา ความเป็นมิตรไมตรี ธรรมชาติก็จะเริ่มให้รางวัลแก่ตัวฉัน ฉันจะรู้สึกถึงศานติสุข เต็มไปด้วยความลงตัวกลมกลืนในภายใน เช่นเดียวกัน เมื่อผมทำจิตใจของผมให้เศร้าหมองผมก็จะได้รับการลงโทษครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อผมหันมาชำระจิตใจของผมเองให้บริสุทธิ์ ผมก็จะได้รับรางวัลครั้งแล้วครั้งเล่า”  S.N.Goenka



    Tags: , ,
  • scissors

    วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม นี้ ทางเครือข่ายพลเมืองเน็ตจะจัดกิจกรรม คุยไปกินไป #2

    ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรื่อง “อินเทอร์เน็ตคือโลก”  (หรือ โรค (ติดต่อ) กันนะ?)

    ที่ตั้งหัวข้อเช่นนี้ เพราะ คุณอาท - อาทิตย์ หรือ ฉายา @bact ใน Twitter เจ้าของความคิดเป็นคนตั้งคำถามชวนให้คิดแบบสงสัย ว่าอินเทอร์เน็ตที่เรามักคุ้นหูว่าเป็น สื่อใหม่ (new media) แท้จริงแล้ว อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อ หรือเป็นส่วนขยายของโลกใบที่เราอยู่กันแน่ หรือจะเป็นโลกอีกใบ หรือ เป็นโลกที่ซ้อนทับกัน เหมือนความเป็นพลเมืองเน็ต ที่ ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์เคยเขียนบทความถึงพลเมืองในโลกอินเทอร์เน็ตว่า หลายครั้ง สภาวะ นิรนามก็ทำให้ พลเมืองในโลกที่ ออฟไลน์ กับโลกที่ออนไลน์นั้นแตกต่างกันในการแสดงตัวตน ความคิด และจุดยืน ดังคำที่เรียกว่า Double-life netizen

    อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อใหม่ที่สร้างทางเลือกให้กับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกของพลเมืองขณะเดียวกันก็เป็นโลกส่วนขยายออกมาให้มนุษย์กับมนุษย์นั้นได้สื่อสารกันอย่างหลากหลายวิธีการ ง่ายดาย สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ราวกับเป็นสายใยของแมงมุมที่เชื่อมเราถึงกันหมด  การคุยในพื้นที่อินเทอร์เน็ตบางครั้งก็เป็นพื้นที่สาธารณะ หลายครั้งก็เป็นการคุยในมุมส่วนตัวเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่ก็เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปรับรู้ได้ สิ่งนี้ทำให้อินเทอร์เน็ต ถูกจัดการยากในมุมมองของรัฐ แต่ท้ายที่สุดรัฐก็พยายามเข้ามาจัดการด้วยกระบวนทัศน์แบบเดิมๆอยู่ดี เพราะถือว่าเป็นการสื่อสารที่เป็นสาธารณะ กระทบหรือท้าทายต่อวิธีคิดที่สะสมมาโดยอำนาจรัฐ

    ยกเว้นเราจะคุยกันในพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ เช่นบ้าน ในห้องนอน หรือ ในร้านกาแฟ เฉพาะเพื่อนที่เราสนิท อำนาจรัฐยังเอื้อมไปไม่ถึง แต่เมื่อไหร่ที่เราออนไลน์ อำนาจรัฐก็เอื้อมมือมาจัดการเราแม้กระทั่งเขียนและอ่านผ่านคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องนอนก็ตาม

    การคุยเสียงดังในร้านอาหาร หรือ บนเวทีปราศรัย ในเรื่องที่ทำให้รัฐไม่พอใจก็คงเหมือนการคุยกันบนอินเทอร์เน็ตที่รัฐต้องสยายปีกแห่งอำนาจเข้ามาจัดการอย่างเข้มงวด ทั้งที่หลายครั้งมันไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ตและอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้

    อย่างไรก็ดีพื้นที่การสื่อสารในสื่อ/โลกอินเทอร์เน็ตนี้ก็มีหลายด้านเสมอ ความล้นเกินของการใช้เสรีภาพที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นก็ก่อผลทางทำลายมากกว่าทางสร้างสรรค์  แต่ใครล่ะ จะเป็นคนกำหนดกติกาที่ดี เหมาะสม เป็นธรรมเพื่อที่จะดูแล พื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะในฐานะที่อินเทอร์เน็ต เป็นสื่อใหม่ หรือ เป็นโลกก็ตาม

    ข้าพเจ้าเองก็เริ่ม ติดโรค/โลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดก็เพิ่งเรียนรู้การใช้ social media/network ใหม่ๆอย่าง Twitter ซึ่งกำลังอินเทรนด์ หลังจากที่ได้เปิด account ใน Facebook ไปนานหลายเดือนแล้ว รวมถึงการเขียน Blog ที่กำลังทำอยู่นี้

    วันๆใช้เวลากับ คอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่าการได้ ส่งสายตา พูดคุย หรือ สัมผัสกับผู้คนจริงๆ

    บางวันอาจจะอยู่กับคอมพิวเตอร์มากกว่าก็ได้ รู้สึกหลัง ไหล่ บ่าตึง ปวดตามากขึ้นเหมือนกัน ที่สำคัญรู้สึกว่า การได้สบตาจริงกับผู้คนนั้นใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมมาก การได้สลับออกไปเจอผู้คน และ นั่งคุยกันจริงๆในร้านกาแฟ สวนสาธารณะ ในวัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรมบ่อยๆ ช่วยถ่วงดุลยภาพชีวิตของข้าพเจ้าได้ดีขึ้น จึงพยายามทำเช่นนั้นบ่อยๆขึ้น

    สุดท้ายคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ต แม้จะสามารถเติมเต็มหลายอย่างให้กับชีวิต จนแทบอาจไม่ต้องร้องหาอะไรอีก แต่คอมพิวเตอร์ ก็คือคอมพิวเตอร์ จะทำงาน หรือ เล่นด้วยกับสิ่งไม่มีชีวิต ที่บรรจุความมีชีวิตชีวาไว้เต็มเปี่ยมไร้พรหมแดนนี้ ก็คงไม่มีวันตอบสนองการสื่อสาร ขั้นลึกซึ้ง ที่มนุษย์ พึงจะมีเพื่อที่จะเข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างที่ควรจะเป็นได้ เพราะการสื่อสารที่ดี คือการ สบตา และ ฟังอย่างลึกซึ้ง รวมถึงรอยยิ้ม การโอบกอดสัมผัส ถ้าคนที่เราสื่อสารด้วยต้องการ ไม่ใช่ เพียงแค่รับได้จากรูป icon ต่างๆที่ส่งผ่านคอมพิวเตอร์ก็พอ

    เพื่อที่เราจะบอกคนที่เราสื่อสารว่า เราอยู่ที่นี้เดี๋ยวนี้ ณ ปัจจุบันขณะที่เป็นเวลาประเสริฐสุดสำหรับมนุษย์ที่จะมีสติกับตัวเองได้ และได้รับกำลังใจ ลมหายใจเท่านั้นที่จะทำให้เรามีสติเช่นนี้ได้ และเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต คงไม่สามารถให้เราได้

    การอยู่กับคอมพิวเตอร์ทำให้เวลาผ่านไปเร็วมาก จนหลายครั้งแทบจะไม่สนใจอย่างอื่น ข้อดีคือทำให้คุยโทรศัพท์น้อยลง ไม่ปวดหูมาก แต่เมื่อยแขนแทน  ข้อเสียคือ เวลาสำหรับการพูดคุยอย่างลึกซึ้งกับมนุษย์ด้วยกัน นั้นน้อยลงไป

    แม้จะรู้ทั้งรู้ แต่การจะตีตัวออกห่างจาก (โลก) อินเทอร์เน็ต ในเวลานี้ของข้าพเจ้า ย่อมไม่อาจเป็นไปได้เสียแล้ว มีแต่จะลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น คงไปเรื่อยๆ สักพัก จนกว่า ข้าพเจ้าจะค้นพบเองว่า สัดส่วน จังหวะ และ ปริมาณขนาดไหนที่จะเหมาะสมกับชีวิตของตนเอง

    ในขณะเดียวกับเราก็ต้องทำความเข้าใจกับรัฐมากขึ้น ให้ตระหนักว่าการจะพยายามหยุดยั้งการสื่อสารของมนุษย์มันฝืนธรรมชาติ เสรีภาพคือสิ่งที่ธรรมชาติให้มนุษย์มาเพื่อที่จะ คิด ตั้งคำถาม ตัดสิน ทบทวน ด้วยวิจารณญาณของตัวเอง  ส่วนกติกาที่จะอยู่ร่วมกันนั้นก็ต้องดูว่าหนทางที่จะสร้างดุลยภาพระหว่างการเคารพธรรมชาติของมนุษย์แต่ก็ส่งเสริมความรับผิดชอบและการใช้วิจารณญาณของพลเมืองน่าจะเป็นวิธีสร้างสรรค์สุดแล้วสำหรับสังคมมนุษย์โดยเฉพาะสังคมไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว   การเปิดกว้างและการปิดกั้น ต้องมีทางสายกลางของมัน ถ้าตึงเกินไป มันก็จะขาดในที่สุด หรือถ้าหย่อนเกินไปอย่างน้อยเราก็ค่อยๆดึงให้ตึงขึ้นได้ สุดท้าย ย่อมดีกว่าขาดไปเลย

    เอาเป็นว่าตั้งใจจดจ่อที่จะไปคุยเรื่องนี้ในงานคุยไปกินไปกับ กัลยาณมิตร พลเมืองเน็ตทุกคนวันเสาร์ที่สิบเอ็ด ถ้าท่านใด สนใจงานนี้ โปรดติดตามรายละเอียดได้ที่ http://thainetizen.org/node/596

    แล้วเจอกันค่ะ

    I mentioned about the invitation to the informal discussion hosted by Thai Netizen Network on the topic “Internet is the world?” (not only the media?) in July, Sat 11th, 3-6 PM at Hemlock, Pra-Athit street, Bangkok www.thainetizen.org

    อันนี้เป็น  My Facebook และ Twitter

    http://twitter.com/supinya

    http://www.facebook.com/supinya

    ^-^


    Tags: , , , ,
  • scissors

    Various clips on civil journalism edited from the workshop conducted  by Suzanne McBride, Associate Chair, Journalism Department, Columbia College Chicago, The United States. The workshop hosted by Thai Netizen Network and supported by the Public Affairs, U.S. Embassy in Thailand in June 17th, 2009 at Siam City Hotel.

    There are 5 parts; lecture1, Q&A1, lecture2, Q&A2, interviews.

    May you make best use of these video clips freely, please kindly refer to Thai Netizen Network. :D

    http://thainetizen.org/


    วิดีโอบันทึกงานฝึกอบมรมเรื่องสื่อพลเมือง

    โดย ซูซานน์ แม็คไบรด์ (Suzanne McBride) รองคณบดีคณะวารสารศาสตร์ วิทยาลัยโคลัมเบีย ณ เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

    ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 เวลา 09.00 น. - 16.00 น.

    ณ โรงแรมสยามซิตี้ จัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต สนับสนุนโดย สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

    ทุกท่านสามารถเผยแพร่ หรือ นำ วิดีโอนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์โดยไม่แสวงหากำไร ในการศึกษา รณรงค์ เรื่องสื่อพลเมือง โดยไม่ต้องขออนุญาต ขอเพียงอ้างแหล่งทีมาจากเครือข่ายพลเมืองเน็ตด้วยค่ะ :D

    http://thainetizen.org/

    Tags: ,
  • « Older Entries

    Newer Entries »