เปิดความเห็น/คำสงวน:รายการ”คมข่าว”ทีวี24 และ“ข่าวข้นคนเนชั่น”NationTV

ในการประชุม กสท. ครั้งที่ 40/2559 วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2559 นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ได้สงวนความเห็นและเปิดเผยความเห็นเพิ่มเติมในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนด้านเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

วาระ 4.16 กรณีการตรวจสอบพบการออกอากาศรายการ “คมข่าว” ทางกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่แบบบอกรับสมาชิก ช่องรายการ 24 TV มีเนื้อหารายการที่อาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมาย

          มติที่ประชุม กสท. :  การออกอากาศรายการ “คมข่าว” ทางช่องรายการ 24 TV มีลักษณะเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้ประชาชนเกิดความสับสนเกี่ยวกับภาวะราคาข้าวตกต่ำ และการดำเนินการตามกฎหมายกับอดีตนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์ ว่าเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งขัดต่อข้อ 3(5) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 18 ก.ค. 57 เรื่องการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 วันที่ 21 ก.ค. 57 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉับที่ 97/2557 รวมทั้งยังเป็นการขัดต่อเงื่อนไขการประกอบกิจการโทรทัศน์ช่อง 24 TV ตามที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลง วันที่ 26 ส.ค. 2557 ระหว่างสำนักงาน กสทช. และบริษัทเดโมเครซี่ นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อให้บริการโทรทัศน์ ช่องรายการ 24 TV (ยี่สิบสี่ทีวี) ละเว้นการกระทำที่เป็นการขัดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้ง 2 ฉบับ และบันทึกข้อตกลงดังกล่าว หากฝ่าฝืนจะพักใช้ใบอนุญาตต่อไป

ทั้งนี้ นางสาวสุภิญญา ได้สงวนความเห็นพร้อมทั้งเปิดเผยความเห็น ดังนี้ “กรณีนี้ สำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบพบการออกอากาศรายการคมข่าว ทางช่องรายการ 24 TV เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 17.11 – 17.54 นาฬิกา นำเสนอข่าวเรื่องราคาข้าวตกต่ำ  และการดำเนินการตามกฎหมายกับอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ประชุมอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ เห็นว่าเป็นการใช้สถานีโทรทัศน์จัดการระดมจัดตั้งเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งการนำเสนอข่าวยังเอนเอียงด้านเดียวแทนที่จะเสนอโดยตั้งประเด็นและเชิญทั้งสองฝ่ายมาให้ความเห็น นอกจากนี้สำนักงาน กสทช. ยังได้มีหนังสือขอความเห็นไปยังหัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อ ส่วนงานการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อนำความเห็นมาประกอบการพิจารณา และพบว่าคณะทำงานติดตามสื่อฯ พิจารณาโดยภาพรวมแล้วเห็นว่า อาจเป็นการสร้างกระแสสังคมเชิงไม่เห็นด้วยต่อการทำงานของรัฐบาลและอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงได้  ซึ่งมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า ขัดต่อประกาศ คสช. และขัดต่อเงื่อนไขการประกอบกิจการโทรทัศน์ช่อง 24 TV ตามที่กำหนดในบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงาน กสทช.และบริษัท เดโมเครซี่ นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ในฐานะผู้รับใบอนุญาต และเสียงข้างมากเสนอให้กำหนดโทษ โดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 15 วัน นั้น

ดิฉันขอเปิดเผยความเห็นในเรื่องการนำเสนอเนื้อหารายการในกรณีนี้ เนื่องจากเห็นว่าการพิจารณากรณีการนำเสนอข่าวและข้อมูลพร้อมทัศนคติที่ลำเอียง หรือเป็นช่องรายการที่มีวัตถุประสงค์โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง ซึ่งดิฉันเห็นว่า กสท.ควรมีบรรทัดฐานอย่างเสมอภาคกันในการดำเนินการช่องโทรทัศน์ทุกสถานีที่เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง  สำหรับประเด็นการกำหนดโทษ ดิฉันขอสงวนความเห็น เนื่องจากเห็นว่าควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอนทางปกครอง ได้แก่ การตักเตือน การลงโทษปรับ การพักใช้ใบอนุญาต ตามลำดับ ในกรณีนี้ดิฉันจึงไม่เห็นชอบที่ กสท. มีมติกำหนดโทษด้วยการตักเตือนทางปกครอง และพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 15 วันเป็นลำดับถัดไป”

 

วาระที่ 4.17  เรื่องร้องเรียนกรณีการตรวจสอบพบการออกอากาศรายการ “ข่าวข้นคนเนชั่น” เมื่อวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2559 ทางช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ช่อง Nation TV เกี่ยวกับข่าวการจับกุมผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

          มติที่ประชุม กสท. : ให้คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ทั้งนี้ นางสาวสุภิญญา ได้เปิดเผยความเห็น ดังนี้

          “กรณีนี้ สำนักงาน กสทช.ได้ตรวจพบการออกอากาศรายการ “ข่าวข้นคนเนชั่น” เมื่อวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2559 เวลาประมาณ 22.10-22.14 ทางช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ช่อง Nation TV นำเสนอรายงานพิเศษ กรณีการจับกุมผู้บริหารบริษัท รอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยทีมข่าวเนชั่นอ้างว่า มีหลักฐานที่ขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของตำรวจท่องเที่ยว กรณีนี้สำนักงานฯ ได้นำเสนอมติคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม กสท. โดยเสนอให้กำหนดโทษทางปกครอง ปรับเป็นเงิน 50,000 บาท เนื่องจากเห็นว่า การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอาจส่อให้เกิดความสับสนแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในคดีว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ซึ่งการกระทำดังกล่าวของสื่อเป็นการต้องห้ามตามข้อ 3 (5) ของประกาศ คสช. ฉบับที่ 17/2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 103/2557 รวมทั้งยังเป็นการกระทำที่อาจเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนซึ่งได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อันเป็นความผิดตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยในสังคม ดังนั้นการออกอากาศรายการดังกล่าวจึงเป็นการขัดหรือแย้งกับมาตรา 37 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 นั้น

ดิฉันขอเปิดเผยความเห็นในการพิจารณาวาระนี้ แม้ว่า ที่ประชุม กสท. จะยังไม่มีมติในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวโดยให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมา เนื่องจากเห็นว่า จากบทวิเคราะห์ที่สำนักงานฯ นำเสนอมาเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางของผู้ดำเนินรายการ และการเลือกบุคคลที่มาสัมภาษณ์เฉพาะเจาะจงผู้สนับสนุนแนวทางการนำเสนอ ตลอดจนความระมัดระวังในการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาในเรื่องจรรยาบรรณ ซึ่งเข้าข่ายมาตรา  40 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงฯ โดยผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ฯลฯ ให้คณะกรรมการส่งเรื่อง พร้อมความเห็นของคณะกรรมการให้องค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพพิจารณา ดิฉันจึงเห็นว่า กรณีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการฯ ตามที่สำนักงานฯ นำเสนอความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ แต่อย่างใด”

Download (Comment-NBC-40-59.pdf,PDF, 3.97MB)